วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผลกระทบของการเสพสารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์

  ขึ้นชื่อว่าสารเสพติด แน่นอนว่าย่อมก่อผลเสียต่อร่างกายทั้งต่อผู้เสพและผู้คนรอบข้าง ดังเห็นได้จากเหตุการณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อต่าง ๆ ทั่วไปในปัจจุบัน  แต่ในที่นี้เราจะกล่าวถึงสุภาพสตรีที่ติดสารเสพติด และอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ อันตรายมากมายที่ถาโถมใส่ลูกน้อยในครรภ์มีมากจนคุณอาจนึกไม่ถึง เราจะมีวิธีผ่อนหนักเป็นเบา หรือป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตน้อย ๆ ในครรภ์ได้อย่างไร  เราจะยกตัวอย่างสิ่งเสพติดยอดฮิต อันดับต้น ๆ ที่พบอัตราการเสพมากที่สุดในประเทศไทย ไปติดตามพร้อมกันค่ะ
1. บุหรี่
            สารนิโคติน คาร์บอนมอนนอกไซด์ในควันบุหรี่ และทาร์จะมีผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีน (acetylcholine) โดปามีน (dopamine) และนอร์อีพิเนฟริน (nor epinephrine) ส่งผลให้มีการขัดขวางการพัฒนาของเซลล์ประสาทของทารก มีการหดตัวของหลอดเลือดดำมดลูก ทำให้เลือดผ่านรกลดลง ทารกจึงได้รับอาหารและออกซิเจนไม่เพียงพอ มีผลให้น้ำหนักแรกเกิดน้อย ขาดสารอาหารในระยะตั้งครรภ์และเพิ่มอัตราการตายในวัยทารก นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรม เช่น เชาวน์ปัญญาบกพร่อง มีปัญหาการเรียน ซุกซนมากผิดปกติ สมาธิสั้น พฤติกรรมก้าวร้าว ตลอดจนมีปัญหาด้านการเข้าสังคม
            ผลดังกล่าวจะพบได้ตั้งแต่ในระยะแรกของการตั้งครรภ์จนกระทั่งทารกเกิด มีผู้ศึกษาพบว่าหากมารดาสูบบุหรี่ในช่วง สัปดาห์ก่อนคลอด แม้จะเป็นการสูบบุหรี่เพียงครั้งเดียวก็จะส่งผลให้มีการยับยั้งการสร้าง DNA ของทารกได้นานหลายชั่วโมง
            นอกจากผลกระทบต่อลูกแล้ว ในส่วนของผลกระทบต่อมารดา คือทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน” เพิ่มขึ้น โดยอาจก่อให้เกิดหลอดเลือดสมองอุดตัน ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำชั้นลึก (deep vein thrombosis) หรือเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบบ่อยที่สุด คือ หลอดลมอักเสบ” (ซึ่งพบได้มากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 15 เท่า ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ภาวะหอบหืด เท่า ส่วนผลต่อการตั้งครรภ์พบว่าเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์นอกมดลูก เท่า)

2. แอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ)
            ผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อทารกในครรภ์ พบเมื่อแม่ดื่มแอลกอฮอล์ช่วงปฏิสนธิหรือในช่วง เดือนแรก ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม หากดื่มในปริมาณมากจะส่งผลให้ทารกเมื่อคลอดมีลักษณะของโรคกลุ่มอาการของทารกที่เกิดจากมารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งมีลักษณะทางร่างกายที่ผิดปกติ คือ
                  -   ช่องตาสั้น 
                  -   ร่องริมฝีปากบน (Phil rum) เรียบ
                  -   ริมฝีปากบนยาวและบาง 
                  -   หนังคลุมหัวตามาก (epicanthal folds)
                  -   จมูกแบน
                  -   ปลายจมูกเชิดขึ้น
                  -   บริเวณส่วนกลางใบหน้ามีการพัฒนาน้อยกว่าปกติ (midface hypoplasia)
             แอลกอฮอล์ทำให้เกิดการทำลายของเซลล์ประสาท ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตบกพร่อง น้ำหนักแรกเกิดน้อยและมีอัตราการเพิ่มน้ำหนักหลังเกิดน้อย ศีรษะเล็ก เกิดความผิดปกติของโครงสร้างสมอง เช่น ไม่มีสมองใหญ่ (anencephaly) สมองใหญ่มีร่องผิดปกติ (schizencephaly) เยื่อหุ้มสมองและเนื้อสมองเลื่อน (lumbarmeningomyelocele) ส่วนด้านพัฒนาการของสติปัญญาก็มีความบกพร่อง มีปัญหาด้านความจำ การเคลื่อนไหวผิดปกติ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช เช่น ภาวะวิตกกังวล (anxiety disorder) มีภาวะซึมเศร้า (depression) พฤติกรรมอันธพาล (conduct disorder) และมีปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น อาการซุกซนไม่อยู่นิ่ง และสมาธิสั้น

3. แอมเฟตามีนและอนุพันธ์
             ได้แก่ เมตแอมเฟตามีน (ยาไอซ์ สปีด) และ 3,4-เมทิลีนไดออกซีเมตแอมเฟตามีน (ยาอี Ectasy) จะส่งผลให้มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย มีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ภาวะเลือดออกในสมอง ภาวะสมองตาย ทำให้มีการทำลายเซลล์ประสาท เส้นรอบศีรษะมีขนาดเล็ก ซึ่งมีผลต่อสมาธิ ความจำ และมิติสัมพันธ์ (spatial skills) และมีผลทำให้เด็กมีปัญหาพฤติกรรมในระยะยาวอีกด้วย

          การป้องกันที่ดีที่สุด  คือ หลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดทุกชนิด ไม่ว่าคุณจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม เพราะผลกระทบที่ตามมาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ส่วนในรายที่ตั้งครรภ์แล้ว และยังไม่เลิกหรือเพิ่งจะเลิกใช้สารเสพติด ก็ต้องระมัดระวังทารกในครรภ์เป็นพิเศษ โดยระหว่างที่ตั้งครรภ์ ควร....
                -   หมั่นไปพบสูติแพทย์เพื่อติดตามผลของพัฒนาการทารกในครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
                -   ปฏิบัติตามคำแนะนำของสูติแพทย์อย่างเคร่งครัด
                -   งด ละ เลิก สิ่งเสพติดทุกชนิดอย่างเด็ดขาด
                -   หากคนในครอบครัวสูบบุหรี่ ควรพูดจาขอความร่วมมือให้ไปสูบบุหรี่ภายนอกบ้าน เพราะควันบุหรี่มีสารพิษที่เรียกว่า ทาร์” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทารกในครรภ์และว่าที่คุณแม่ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวมากกว่าผู้ที่สูบเองเสียเอง

            เมื่อคลอดแล้วก็ไม่ควรละเลย ควรพาทารกไปพบกุมารแพทย์เพื่อเฝ้าระวัง คัดกรอง ประเมินพัฒนาการและพฤติกรรมเป็นระยะ เพื่อหาความผิดปกติร่วมที่พบได้บ่อย เช่น ปัญหาด้านการมองเห็น การได้ยินบกพร่อง เพื่อให้การช่วยเหลือ กระตุ้นพัฒนาการโดยเร็วเพื่อลดปัญหาทางด้านการเรียนรู้และปัญหาสังคมที่จะตามมา

            ในปัจจุบันพบว่ามีการเสพสารเสพติดมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ผู้ที่มีปัญหาทางครอบครัว มีปัญหาการเข้าสังคม มีปัญหาการเรียน เป็นต้น และยิ่งถ้าหากบุคคลเหล่านี้มีการเสพสารเสพติดในระยะตั้งครรภ์ จะส่งผลกระทบต่อทั้งตัวมารดาตามฤทธิ์ของสารเสพติดและยังส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทั้งในแง่การเจริญเติบโต ปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรม

            ทางออกที่ดีที่สุด คือ ดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง รวดเร็วทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ใช้สารเสพติด ที่สำคัญ ควรเลิกสารเสพติดทุกชนิดอย่างเด็ดขาด เพราะสารเสพติดส่งผลทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง ทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อแก่ทารกอย่างแน่นอน

ความหมายของยาเสพติด

 ความหมายของยาเสพติด
          ยาเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น เมี่อนำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะโดยวิธี
รับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจนอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้ หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง
          ลักษณะสำคัญของสารเสพติด จะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงต่อผู้เสพดังนี้
          ๑. เกิดอาการดื้อยา หรือต้านยา และเมื่อติดแล้ว ต้องการใช้สารนั้นในประมาณมากขึ้น
          ๒. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรืออยากยา เมื่อใช้สารนั้นเท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้
          ๓. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา
          ๔. สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลง เกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ตลอดจนสังคม และประเทศชาติ
 
ความหมายโดยทั่วไป
          ยาเสพติด หมายถึง สารหรือยาที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหรือจากการสังเคราะห์ ซึ่งเมื่อบุคคลใดเสพหรือได้รับเข้าไปในร่างกายซ้ำๆ กันแล้วไม่ว่า ด้วยวิธีใดๆ เป็นช่วงระยะๆ หรือนานติดต่อกันก็ตาม จะทำให้
          1. บุคคลนั้นต้องตกอยู่ใต้อำนาจหรือเป็นทาสของสิ่งนั้นทางด้านร่างกายและ จิตใจ หรือจิตใจเพียงอย่างเดียว
          2. ต้องเพิ่มปริมาณการเสพขึ้นเรื่อยๆ หรือทำ ให้สุขภาพของผู้เสพติดเสื่อมโทรมลง
          3. เมื่อถึงเวลาอยากเสพแล้วไม่ได้เสพจะมีอาการผิดปกติทางด้านร่างกายและ จิตใจ หรือเฉพาะทางด้านจิตใจเกิดขึ้นในผู้เสพ
 
ความหมายตามกฎหมาย
          ยาเสพติดให้โทษ หมายความว่า สารเคมี หรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม สูบ
ฉีด หรือด้วยประการใดๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญเช่น ต้องเพิ่มขนาดการเสพเรื่อยๆ มีอาการถอนยา
เมื่อขาดยามีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลาและสุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมลง กลับให้รวม
ถึงพืช หรือ ส่วนของพืชที่เป็น หรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษและสารเคมี ที่ใช้ใน
การผลิตยาเสพติดให้โทษดังกล่าวด้วย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ไม่หมายความ
ถึง ยาสำคัญประจำบ้านบางตำรับตามที่กฎหมายว่าด้วยยาที่มี ยาเสพติดให้โทษผสมอย
 

ประวัติความเป็นมาของยาเสพติด

ในประเทศไทย
          ยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาของชาติอยู่ในขณะนี้   มีประวัติความเป็นมาอย่างไรเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมนุษย์ได้เกี่ยวข้องกับ
ยาเสพติดมาเป็นเวลาช้านาน  บางชนิดก็ให้ทั้งคุณประโยชน์และโทษ  บางชนิดก็มีแต่โทษภัยเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมียาเสพติดชนิด
ต่าง ๆ ในท้องตลาดมากกว่า 120 ชนิด อย่างไรก็ตามยาเสพติดชนิดแรกที่คนไทยรู้จักก็คือ
 
          ฝิ่น
          ฝิ่นเข้ามาในประเทศไทยในสมัยใดนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด  เท่าที่มีหลักฐานครั้งแรก  เป็นประกาศใช้กฎหมายลักษณะโจร ในสมัยรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)  ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา  เมื่อ พ.ศ. 1903 หรือ ประมาณ 600 ปี
ล่วงมาแล้ว ตามกฎหมายฉบับนี้   ได้บัญญัติการห้ามซื้อ  ขาย  เสพฝิ่นไว้ว่า  "ผู้สูบฝิ่น กินฝิ่น ขายฝิ่นนั้น  ให้ลงพระราชอาญาจง หนักหนา ริบราชบาทว์ให้สิ้นเชิง  ทเวนบกสามวัน  ทเวนเรือสามวัน  ให้จำใส่คุกไว้จนกว่าจะอดได้ ถ้าอดได้แล้วเรียกเอาทานบนแก่มันญาติพี่น้องไว้แล้ว  จึงให้ปล่อยผู้สูบ  ขาย  กินฝิ่น  ออกจากโทษ"   แม้ว่าบทลงโทษจะสูง  แต่การลักลอกซื้อขายและเสพฝิ่น ก็ยังมีต่อมาโดยตลอด   กฎหมายคงใช้ได้แต่ในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น   ส่วนหัวเมือง และ เมืองขึ้นที่ห่างพระเนตรพระกรรณ ไม่มีการเข้มงวดกวดขัน   ซึ่งปรากฎว่า ผู้ครองเมืองบางแห่งก็ติดฝิ่น  และ  ผูกขาดการจำหน่ายฝิ่นเสียเองด้วย   เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาการขายฝิ่น เสพฝิ่น จึงเลิกไม่ได้ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา
       ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงแจกกฎหมายป่าวร้องห้ามปรามผู้ขาย  ผู้สูบฝิ่นแต่ก็ยังไม่มีผล   ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   จึงได้ทรงตราพระราชกำหนดโทษให้สูงขึ้นไปอีก   โดย
        "ห้ามอย่าให้ผู้ใดสูบฝิ่น   กินฝิ่น   ซื้อฝิ่นขายฝิ่น  และ เป็นผู้สมซื้อสมขายเป็นอันขาดทีเดียวถ้ามิฟังจับได้ และมีผู้ร้องฟ้องพิจารณาเป็น สัจจะให้ลงพระอาญา  เฆี่ยน 3 ยก  ทเวนบก 3 วัน  ทเวนเรือ 3 วัน  ริบราชบาทว์ บุตรภรรยา  และ ทรัพย์สิ่งของ
ให้สิ้นเชิง ให้ส่งตัว ไปตะพุ่นหญ้าช้าง ผู้รู้เห็นเป็นใจมิได้เอาความมาว่ากล่าว จะให้ลง พระอาญาเฆี่ยน 60 ที"
 
         ในรัชกาลที่ 3 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นระยะที่ตรงกับสมัยที่อังกฤษนำฝิ่นจากอินเดีย ไปบังคับขาย ให้จีนทำให้มีคนจีนติดฝิ่นเพิ่มขึ้น  และ ในช่วงเวลานั้น   ตรงกับระยะที่คนจีนเข้ามาค้าขายในเมืองไทยมากขึ้น   จึงเป็นการนำ
การใช้ฝิ่นและผู้ติดฝิ่นเข้ามาในเมืองไทย  ตลอดจนมีการลักลอบนำฝิ่นเข้ามาในเมืองไทยด้วยเรือสินค้าต่าง ๆ  มาก จึงเป็นเหตุให้การเสพฝิ่นระบาดยิ่งขึ้น พระองค์จึงได้ทรงมีบัญชาให้มีการปราบปรามอย่างเข้มงวดกวดขันในปี พ.ศ. 2382  ทำให้การค้าฝิ่น
และสิ่งอื่น ๆ ที่ผิดกฎหมายเข้าไปอยู่ในมือของกลุ่มอั้งยี่ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ  และหัวเมืองชายทะเล  สร้างความวุ่นวายจากการทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มอั้งยี่ต่าง ๆ จนต้องทำให้ทหารปราบปราม

          ในสมัยรัชกาลที่ 4  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเห็นว่าการปราบปรามไม่สามารถขจัดปัญหาการสูบ และขายฝิ่นได้ และก่อให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายขึ้น  จึงทรงเปลี่ยนนโยบายใหม่ ยอมให้คนจีนเสพและขายฝิ่นได้ตามกฎหมาย แต่ต้อง
เสียภาษีผูกขาดมีนายภาษีเป็นผู้ดำเนินการ ปรากฏว่าภาษีฝิ่นทำรายได้ให้แก่ประเทศไทยมาก ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมไว้ในหนังสือลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ใน "ตำนานภาษีฝิ่น"  ว่าภาษีที่ได้นั้นประมาณว่าถึงปีละ 4 แสนบาท  สูงเป็น
อันดับที่ 5 ของรายได้ประเภทต่าง ๆ และได้มีความพยายามห้ามคนไทยไม่ให้เสพฝิ่น แต่ก็ไม่ได้ผลเต็มที่
 
          ใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติซึ่งปกครองประเทศไทยอยู่ในขณะนั้นได้พิจารณาเห็นว่า การเสพฝิ่นเป็นที่รังเกียจใน วงการสังคม และเป็นอันตรายแก่สุขภาพและอนามัยอย่างร้ายแรง ประเทศต่าง ๆ ได้พยายามเลิกการเสพฝิ่นโดยเด็ดขาดแล้ว จึงเห็นเป็น
การสมควรให้เลิกการเสพฝิ่น  และ  จำหน่ายฝิ่นในประเทศไทย  จึงมีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 37  ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2501
ให้เลิกการเสพฝิ่น  และ  จำหน่ายทั่วราชอาณาจักร  และ กำหนดดำเนินการให้เสร็จสิ้นเด็ดขาดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2502
โดยกำหนดการตามลำดับดังนี้
          1. ประกาศให้ผู้เสพฝิ่นขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เสพฝิ่นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2501
          2. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2502 ห้ามมิให้ร้านฝิ่นจำหน่ายฝิ่นแก่ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตให้สูบฝิ่น
          3. ยุบเลิกร้านจำหน่ายฝิ่นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2502
          4. ให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันจัดตั้งสถานพยาบาล และพักฟื้นผู้อดฝิ่น
          5. ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2502 ผู้กระทำผิดฐานเสพฝิ่นหรือมูลฝิ่น

เยาวชนกับการป้องกัน และ แก้ไขปัญหายาเสพติด

 ปัจจุบันเยาวชนที่ตกเป็นทาสของยาเสพติด ส่วนมากมาจากสาเหตุหลายประการที่เกิดจากตัวเยาวชนเอง เช่น  
          - ความอยากรู้ อยากทดลอง ความคึกคะนองของเยาวชน -ความต้องการให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อนหรือเข้ากับเพื่อนได้           - ความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเยาวชนใช้ยาในทางที่ผิดหรือหลงเชื่อคำโฆษณา
          - จิตใจของเยาวชนเอง จิตใจอ่อนแแอ ใจคอไม่หนักแน่น เมื่อมีปัญหา ไม่สมหวัง ไม่ไตร่ตรองหาเหตุผลเพื่อแก้ปัญหา ก็ใช้ยาหรือยาเสพติดเป็นเครื่องช่วยระงับความรู้สึกทุกข์ของตน  ใช้บ่อยๆ  ทำให้เกิดการเสพติด  ฉะนั้น การป้องกันและแก้ไขตนเองของเยาวชนให้ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด สามารถกระทำได้โดย
 
          ๑. ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติด และระมัดระวังในการใช้ยา
          ๒. รู้จักเลือกคบเพื่อนที่ดี ส่งเสริมให้คิดและกระทำสิ่งดีมีประโยชน์กล้าพูดปฏิเสธเพื่อนที่ชักจูงไปในทางที่ไม่ดี เช่น
              การพูดปฏิเสธเพื่อนที่ชวนให้ลองเสพยาเสพติด
          ๓. ใช้เวลาว่าง และความอยากรู้ อยากลอง ไปในทางที่เป็นประโยชน์พึงระลึกเสมอว่าตนเองนั้นมีคุณค่าทั้งต่อตนเอง
              ครอบครัว และสังคม
          ๔. มีความภาคภูมิใจและนับถือตนเอง ด้วยการไม่พึงพาหรือเกี่ยวข้องอบายุมขและสิ่งเสพติดใดๆ ซึ่งจะนำความเสื่อม
              ไปสู่ชีวิตของตนเอง 
          ๕.รู้จักแก้ไขปัญหาชีวิตของตนเองด้วยเหตุและผล
          ๖. รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง ด้วยการตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เชื่อฟังคำสั่งสอนของ พ่อแม่และประพฤติแต่ในสิ่งที่ดีงาม
              จะช่วยให้เยาวชนประสบกับความสำเร็จในชีวิต
          ๗. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เข้าใจวิธีการดำเนินชีวิตและยอมรับความเป็นจริง ที่ตนเองเป็นอยู่ โดยนำหลักศาสนามาเป็น
              แนวทางในการดำเนินชีวิต จะช่วยให้เยาวชนเกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจมากขึ้น
          ๘. เมื่อมีปัญหา รู้จักปรึกษาผู้ใหญ่ พ่อ แม่ หรือผู้ที่ไว้วางใจ หรือ หน่วยงานต่างๆ ที่รับให้คำปรึกษา ในฐานะที่เยาวชนเป็น
               สมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว จึงควรมีส่วนช่วย พ่อแม่ ผู้ปกครอง
 
การป้องกันปัญหายาเสพติดแก่ครอบครัวาของตนเอง

          ๑. ช่วย พ่อ แม่ สอดส่องดูแลน้องๆ หรือสมาชิกคนอื่นๆภายในครอบครัวมิให้กระทำสิ่งที่ผิด เช่น การคบเพื่อนที่ไม่ดี
              การมั่วสุมในอบายมุขและสิ่งเสพติด เยาวชนควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก ่สมาชิกคนอื่นๆภายในครอบครัวด้วย เช่น               การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ความมีระเบียบวินัย ความขยันหมั่นเพียร
          ๒. ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว มีความรักใคร่กลมเกลียวและมีความเข้าใจกัน
              ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อมีปัญหา
          ๓. เมื่อมีโอกาสควรบอกกล่าวหรือตักเตือนสมาชิกคนอื่นๆภายในครอบครัว โดยเฉพาะน้องๆให้รู้เกี่ยวกับโทษพิษภัยของ
              ยาเสพติดวิธีการใช้ยาอย่างปลอดภัย
          ๔. ช่วยทำให้ พ่อ แม่ เกิดความสบายใจและภาคภูมิใจด้วยการประพฤติดี ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน แบ่งเบาภาระหน้าที่การงาน
              ของพ่อ แม่ ภายในบ้าน

ยาเสพติดใหม่ๆในประเทศไทย

ท่านอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับข่าวของสิ่งเสพติดต่างๆที่ออกข่าวทางทีวีและหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆว่ายาเสพติดหรือสิ่งเสพติดที่ระบาดอยู่ในบ้านเราจะมีแต่พวกยาเสพติดจำพวกยาบ้า ยาม้า กัญชา ยาอี ยาไอซ์ เฮโรอีน ฝิ่น แต่ก็ยังมียาเสพติดใหม่หรือสารเสพติดใหม่อีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่กำลังแพร่ระบาดกันอย่างแพร่หลายในบางกลุ่มบางพื้นที่ แต่ยังไม่ได้รับการเผยแพร่ออกมาสู่สังคมให้รับทราบกันด้วยเหตุผลบางการเรื่อง ความชัดเจนเรื่องกฎหมายของความผิดของการใช้สารเสพติดประเภทนั้นๆ

รายการยาเสพติด/สารเสพติด/สิ่งเสพติดใหม่ๆที่ตรวจบในประเทศไทย

ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 1 : เอ็มซีพีพี(MCPP) สารเสพติดตังนี้มีลักษณะหน้าตาเป็นเม็ดกลมแบนคล้ายเม็ดยาที่เรารับประทานกัน มีสีเขียว และที่เม็ดของยาเสพติดนี้จะมีสัญลักษณ์คล้ายยาในตระกูลยาอี ยาจะออกฤทธิ์คล้ายคลึงกับยาอี หรือว่าง่ายๆเป็นยาอีในรูปแบบใหม่นั้นเองครับ ราคาก็จะตกอยู่ประมาณเม็ดละ 1,000 บาท
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 2 : ดีเอ็มเอ(DMA) มีลักษณะเป็นก้อนๆสีขาว ใส คล้ายน้ำแข้งที่ถูกทุบให้ละเอียด ออกฤทธิ์เหมือนยาบ้า แต่เดิมเคยตรวจพบเจือปนอยู่ในยาบ้าเลยนึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ผสมเจือปนเข้ามา
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 3 : ซินเทติก เฮโรอีน ฟิลส์ ตัวนี้จริงๆแล้วเป็นยารักษาของคนที่ติดเฮโรอีนนั้นเอง จะมีลักษณะเป็นเม็ดยาวๆรีๆ แบบเม็ดยาที่เราท่านกันประจำและจะมีร่องแบ่งครึ่งเม็ดสารเสพติดตัวนี้จะออกฤทธิ์เหมือนกับเฮโรอีน มีการระบาดมากๆในหลายประเทศเช่น ออสเตรเลีย สวีเดน เป็นต้น
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 4 : นิวเฮโรอีน/เอ็มพีทีพี(MPTP) สารเสพติดนี้จะมีลักษณะเป็นผงละเอียดๆสีขาว และจะบรรจุอยู่ในถุงซิปล็อกขนาดเล็กๆ เวลาเสพนั้นจะสูดเข้าโพรงจมูก การออกฤทธิ์จะเหมือนกันเฮโรอีนและจำทำให้ผู้เสพมีอาการเหมือนกับคนเป็นโรคพาร์กินสัน
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 5 : แคร็กหรือร็อก มาถึงสิ่งเสพติดตัวนี้จะคล้ายกับตัวที่ 4 คือจะเป็นผงสีขาวบรรจุอยู่ในถุงซิปล็อกขนาดเล็กๆ การเสพก็จะสูดควันเข้าไป สารเสพติดตัวนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท สารเสพติดตัวนี้ได้จากการสังเคราะห์มาจากยาบ้าที่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 6 : เด็กซ์โตรเมทอร์แฟน(เด็กซ์โตร) มีลักษณะเหมือนยาเม็ดแก้ไอที่เราพบเห็นหลายๆยี่ห้อในประเทศ เมื่อเสพสารตัวนี้เข้าไปจะทำให้มีอาการเมาและมีอาการประสาทหลอน
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 7 : ไฟแช็กแก็ส ครับงงไปเลยใช่หรือไม่ครับตัวนี้ มันมีลักษณะเป็นไฟแช็กแก็สที่ทำสำเร็จรูปแบบที่ใช้หมดแล้วก็สามารถทิ้งได้เลย เมื่อเสพเข้าไปจะออกฤทธิ์ทำให้มึนเมาซึ่งผลเกิดจากการกดประสาท สารตัวนี้ทำให้เกิดอันตรายกับสมอง
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 8 : Cane Toads Skin/Bufo Paper อันนี้ยิ่งงงกว่าตัวที่ 7 เข้าไปอีกครับ ตัวนี้คือหนังกบตากแห้งตัดเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ เมื่อเสพเข้าไปก็จะมีอาการประสาทหลอน ซึ่งหนังกบนี้จะได้มาจากกบสายพันธ์ออสเตรเลีย คือเมื่อเราทุบหัวแล้วเอากระดาษซับยางที่ตัวกบ แล้วนำกระดาษดังกล่าวมาอมไว้ใต้ลิ้น (ทำกันไปได้นะคน)
ยาเสพติดใหม่ตัวที่ 9 : มาดูตัวนี้เลยครับ หลังจากงงกันมา 2 ตัวติดๆ “วันทูคอล /4×100 / 8×100″ เห็นแล้วไม่ใช่นึกถึงบัตรเติดเงินแล้วเอามาเผาแล้วดมกันนะครับ (เล่นมุขหน่อย) มันจะเป็นเหมือนยาน้ำสีๆต่างๆ มีหลายสี ซึ่งสิ่งเสพติดนี้จะมีส่วนผสมจำพวก ยาน้ำแก้ไอ น้ำที่ได้จาการต้นใบกระท่อม นิยมมากๆในภาคใต้ของประเทศไทยครับ
ซึ่งการที่เราจะตรวจทดสอบสารเสพติดหรือยาเสพติดใหม่ๆนี้ เราจะต้องทราบก่อนว่ายาเสพติดใหม่นี้จัดอยู่ในกลุ่มใด เพื่อจะได้ใช้ชุดตรวจสารเสพติดได้อย่างถูกต้อง ยกตัวอย่งเช่นยาเสพติดใหม่นี้มีสารประกอบจำพวก Methamphetamine เราก็นำชุดตรวจสารเสพติดจำพวก ยาบ้า ยาไอซ์ ไปใช้เป็นชุดทดสอบสำหรับสิ่งเสพติดกลุ่มนี้ เป็นต้น ฉะนั้นควรทำการศึกษาสารเสพติดหรือสิ่งเสพติดนั้นให้ถูกต้องก่อน เพื่อจะได้เลือกใช้ชุดตรวจสารเสพติดได้อย่างถูกต้อง เพราะถ้าเลือกชุดตรวจไม่ถูกก็เท่ากับตรวจฟรีเสียเงินไม่มีประโยชน์ครับ

ประเภทของยาเสพติด

  • 1. ประเภทกดประสาท
    ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟน เฮโรอีน ยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาท
    เครื่องดื่มมึนเมา ทุกชนิด รวมทั้ง สารระเหย เช่น ทินนอร์ แล็กเกอร์ น้ำมันเบนซิน กาว เป็นต้น

    อาการ มักพบว่าผู้เสพติดมี ร่างกายซูบซีด ผอมเหลือง
    อ่อนเพลีย ฟุ้งซ่าน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
  • 2. ประเภทกระตุ้นประสาท

    ได้แก่ยาบ้า ยาอี กระท่อม โคเคน

    อาการ มักพบว่าผู้เสพติดจะมีอาการ หงุดหงิด กระวนกระวาย จิตสับส
    นหวาดระแวงบางครั้งมีอาการคลุ้มคลั่งหรือทำในสิ่งที่คนปกติไม่กล้าทำ
    เช่น ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าผู้อื่น เป็นต้น
  • 3. ประเภทหลอนประสาท 
    ได้แก่ แอลเอสดี และเห็ดขี้ควาย เป็นต้น

    อาการ ผู้เสพติดจะมีอาการประสาทหลอน ฝันเฟื่อง หูแว่ว
    ได้ยินเสียงประหลาดหรือเห็นภาพหลอนที่น่าเกลียดน่ากลัว
    ควบคุมตนเองไม่ได้ในที่สุดมักป่วยเป็นโรคจิต
  • 4. ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน 

    คือทั้งกระตุ้นกดและหลอนประสาทร่วมกัน

    อาการผู้เสพติดมักมีอาการหวาดระแวงความคิดสับสนเห็นภาพลวงตา
    หูแว่ว ควบคุมตนเองไม่ได้และป่วยเป็นโรคจิตได้ 

เส้นทางสู่การเลิกยา

สมองมีโอกาสฟื้นตัวได้เมื่อหยุดเสพยาเสพติด หากสมองยังไม่ถูกทำลายอย่างถาวร การหยุดเสพยาเสพติด จะทำให้เกิดอาการขาดยาและอาการอยากยา เป็นเหตุให้ผู้ติดยาต้องหวนกลับไปเสพยาอีก ในการเลิกยานั้น จำเป็นที่ผู้ใกล้ชิดต้องให้ความช่วยเหลือและนำผู้ติดยาเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา เพื่อให้ผู้ติดยาสามารถเลิกยาได้อย่างถาวร และเป็นเรื่องสำคัญที่บุคคลที่เลิกเสพยาจะต้องเข้าใจว่า ทำไมในช่วงการเลิกยาเสพติดจึงมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เกิดขึ้นกับตนเอง

ระยะต่างๆที่ผู้ป่วยจะต้องผ่านในเส้นทางการเลิกยา

1. ระยะที่เกิดอาการขาดยา ในระยะขาดยา (1-10 วันแรก) ผู้เลิกยาจะมีอาการไม่สบาย เช่น อาการซึมเศร้า ไม่มีแรง หงุดหงิด มีปัญหาด้านความคิด ความจำ เป็นต้น และมีอาการอยากยาเกิดขึ้น ซึ่งจะมีความรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติด ประมาณยาที่เสพ ความถี่ของการเสพย และระยะเวลาของการเสพ
อาการขาดยาที่รุนแรงของผู้เลิกยาเป็นปัยหาทางจิตเวช สมองไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น การฆ่าตัวตาย เป็นต้น
วิธีการดูแลตัวเองในระยะที่มีอาการขาดยา ได้แก่
1. ขจัดตัวกระตุ้น
2. จัดตารางกิจวัตรประจำวัน
3. พยายามหยุดเสพยาทีละวัน
4. ลดความวิตกกังวล
5. มองหาสิ่งที่ทำให้เลิกยาต่อไปได้
6. ต่อต้านการดำเนินชีวิตที่ติดยา
2. ระยะฮันนีมูน อยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 4-5 ของการเลิกยา (หลังจาก 1 เดือนเป็นต้นไป) ระยะนี้ผู้เลิกยาจะรู้สึกดีขึ้น ความอยากยาลดลง มีความมั่นใจ รู้สึกว่าสามารถดูแลตนเองในการเลิกยาได้ และคิดว่าปัญหาติดยาหมดไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันอาจทำให้ผู้เลิกยาต้องการทดสอบตนเองด้วยการกลับไปเผชิญกับตัวกระตุ้นอีก เช่น เพื่อนที่ใช้ยา สถานที่ค้ายา อุปกรณ์ในการเสพยา เป็นต้น แล้วในที่สุดก็หวนกลับไปเสพยาเสพติดอีก
วิธีการดูแลตนเองในระยะฮันนีมูน คือการหยุดความคิดเสพยา โดยหยุดความคิดทันทีที่เริ่มเกิดขึ้น
3. ระยะเลิกยาที่ยืดเยื้อหรือระยะฝ่าอุปสรรค จาก 6 สัปดาห์ถึง 4 เดือน ระยะนี้เป็นช่วงสำคัญของเส้นทางการเลิกยา ผู้เลิกยาจะรู้สึกขาดกำลังวังชาที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปกรรคต่างๆ มีอารมณ์เฉยเมย หรือซึมเศร้าเกิดขึ้น บางครั้งอาจมีอาการอยากยาเกิดขึ้นอีก ทำให้ผู้ป่วยพยายามหาเหตุผล เพื่อกลับไปเสพยาเสพติดอีก ภาวะเสี่ยงต่อการกลับไปเสพยาเสพติดจึงมักจะเกิดขึ้นในระยะนี้ ดังนั้นญาติหรือผู้ใกล้ชิดต้องทำความเข้าใจกับผู้เลิกยา และพยายามให้กำลังใจ ให้ผู้เลิกยาผ่านช่วงระยะนี้ได้ด้วยดี
วิธีการดูแลตนเองในระยะเลิกยาที่ยืดเยื้อ ผู้ป่วยควรพิจารณาเหตุผลที่ตนเองนำมาอ้างเพื่อจะได้กลับไปใช้ยา แล้วจึงปฏิเสธเหตุผลนั้น หรือหยุดความคิดทันที
4. ระยะปรับตัวหรือระยะคลี่คลาย ในช่วงหลัง 20 สัปดาห์ สมองส่วนใหญ่กลับคืนสู่ภาวะปกติ ผู้เลิกยาจะเริ่มปรับตัวในการดำเนินชีวิตและสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นใหม่ สิ่งที่ผู้เลิกยาจะต้องกระทำคือ การพัฒนาจนเองในด้านต่างๆ การทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ยากลำบากเป็นสิ่งจำเป็นในการที่ช่วยให้บุคคลสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
วิธีการดูแลตนเองในระยะปรับตัว ได้แก่
1. พยายามใช้ทักษะการควบคุมตนเองในเวลาที่มีความคิดหวนกลับเสพยาอีก
2. หากเกิดปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองก็ควรปรึกษาผุ้ที่ช่วยเหลือได้ เช่น ผู้บำบัดที่เคยดูแลเรา พ่อ แม่ เป็นต้น
3. เข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือกันเอง ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ที่เคยติดยาเสพติดมาก่อน และในปัจจุบันสามารถเลิกเสพยาได้อย่างถาวรแล้ว

หลักสำคัญในการเลิกยา

1. การหลีกเลี่ยง หรือจัดการกับตัวกระตุ้น โดยผู้เลิกยาต้องพิจารณาให้รู้ว่า อะไรคือ ตัวกระตุ้นที่มีอิทธิพลต่อตนเอง ทั้งตัวกระตุ้นภายนอก และตัวกระตุ้นภายใน ตัวกระตุ้นแต่ละตัวมีอิทธิพลแตกต่างกันมากน้อยอย่างไร แล้วจึงหลีกเลี่ยงไม่เผชิญตัวกระตุ้นนั้นๆ หรือหาวิธีกำจัดตัวกระตุ้นนั้น ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความฉลาดที่หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น รวมทั้งอาศัยการร่วมมือ และความช่วยเหลือจากครอบครัว เช่น เงินคือตัวกระตุ้น ก็ต้องมีการควบคุมการใช้จ่ายเงินโดยจำกัดการใช้เงินในแต่ละวัน หรือครอบครัวควรเก็บเงินไว้ ไม่ให้ผู้ป่วยหยิบได้โดยง่าย
ในกระณ๊ตัวกระตุ้นภายในที่ไม่สามารถจัดการได้โดยตรง อาจจัดการโดยการจัดสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อารมณ์ ความรุ้สึก เช่น ถ้าตัวกระตุ้นคืออารมณ์เหงา ก็ต้องแก้ไขโดยหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว เป็นต้น
ตัวกระตุ้นบางอย่างเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การอยากยาช่วงเวลาเย็น ก็ต้องจัดการโดยใช้เทคนิคการหยุดความคิด ได้แก่ การจินตนาการ การเปลี่ยนกิจกรรมที่กำลังทำอยู่เพื่อลบความคิดอยากยา การฝึกผ่อนคลาย การทำสมาธิ การโทรศัพท์ปรึกษาใครบางคน เป็นต้น
2. การดำเนินชีวิตที่พอดี ได้แก่ การจัดตารางชีวิตให้สมดุลย์ โดยมีกิจกรรมการทำงาน การนอน การใช้เวลาว่าง การสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น และกิจกรรมในการดำรงชีวิตด้วยการจัดตารางเวลาไม่ให้ว่าง มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เช่น การออกกำลังกาย การทำงานอดิเรก การทำงานบ้าน จะทำให้ไม่มีเวลาว่างไปคิดถึงยาเสพติด และมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้ห่างไกลจากความคิดถึงยาเสพติดได้
3. ระวังการกลับไปเสพซ้ำ ให้ระวังความคิดของตนเองซึ่งเป็นข้ออ้างในการกลับไปเสพซ้ำ เช่น "ฉันเข้มแข็งพอที่จะกลับไปเผชิยหน้ากับยาเสพติดได้อีก" หรือ "เมื่อคนอื่นยังไม่ไว้ใจฉัน ฉันจะทำดีไปทำไม" เป็นต้น และควรให้กำลังใจตนเอง โดยคิดว่าการเลิกยาไม่ใช่เรื่องยาก โดยพยายามหยุดยาให้ได้ในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ไม่ใช้ยาเสพติด การสร้างสัมพันธภาพกับครอบครัวก็จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเลิกยาได้ในที่สุด

บทบาทของครอบครัวในการเลิกยา

1. ยอมรับว่าการติดยาเป็นโรคที่ต้องรักษา
2. สนับสนุนให้ผู้เลิกยาหยุดการเสพยาและสุรา
3. เรียนรู้เกี่ยวกับตัวกระตุ้น วงจรการเสพยาและยอมรับข้อจำกัดของการอยู่ร่วมกับผู้ติดยา
4. ปรับปรุงสัมพันธภาพกับผู้ป่วย โดยการเรียนรู้การฝึกทักษะการสื่อสารอย่างมีเหตุผล และเรียนรู้ถึงสภาวะทางอารมณ์และการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง
5. สนับสนุนผู้เลิกยาให้พัฒนาตนเอง สุขภาพ การดำเนินชีวิตอย่างสมดุล